0

การทดสอบสอบความปลอดภัยทางไฟฟ้า (Electrical Safety Test) ภาค1

2013-03-08 17:22:07 ใน Knowledge Base » 0 11759

     มาตรฐานความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าซึ่งมีการต่อใช้งานกับไฟฟ้าประธาน 220 โวลต์  อาจจะมีกระแสรั่วไหลที่เกิดอันตรายต่อผู้ใช้  หากเกิดการสัมผัสและมีกระแสไฟฟ้าที่ไหลผ่านร่างกายเพียงไม่กี่มิลลิแอมป์  (mA) อาจจะทำให้ได้รับบาดเจ็บหรืออาจถึงตายได้ภายในเวลาเพียงไม่กี่วินาทีเท่านั้น  ด้วยเหตุนี้ผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ทางไฟฟ้าจึงถูกกำหนดให้มีการทดสอบค่าความปลอดภัยทางไฟฟ้าต่าง ๆ ดังนี้

      1. Dielectric Withstand (Hipot) Test เป็นการทดสอบด้วยการป้อนไฟแรงดันสูงเข้าระหว่างวงจรชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ภายในกับตัวถังหรือสายดินด้วยแรงดันประมาณ 1,250-1,500 VAC เพื่อตรวจสอบว่าฉนวนไฟฟ้าของอุปกรณ์สามารถทนแรงดันทางไฟฟ้าไม่ให้เข้าสู่ตัวสัมผัส
      2. การทดสอบความต้านทานฉนวน เป็นการทดสอบคุณภาพของฉนวนที่ใช้ผลิต ว่าดีพอที่จะป้องกันไฟฟ้าระหว่างส่วนต่าง ๆ
      3. การตรวจสอบกระแสไฟรั่ว เพื่อตรวจว่ามีกระแสไฟรั่วจากแหล่งจ่ายไฟเข้ามายังสายดินน้อยกว่า
ค่าที่กำหนดตามมาตรฐานความปลอดภัย
      4. ทดสอบความต่อเนื่องของสายดิน ตามหลักการทางไฟฟ้าที่กระแสไฟฟ้าอันตรายที่มีการรั่วไหลจะต้องลงสู่ระบบสายดิน เป็นการลดความต่างศักย์ไฟฟ้าให้เหลือน้อยที่สุด หรือกระตุ้นให้ระบบตัดไฟตัดวงจรทำงาน  ซึ่งเป็นการตรวจสอบสายดินที่ออกแบบไว้ ว่าจะต้องมีการต่อเชื่อมกันทั้งระบบและติดต่อถึงกันอย่างดีจริง
      5. ขนาดของสายดินต้องมีขนาดตามที่มาตรฐานกำหนด โดยสามารถทนต่อกระแสของการทดสอบได้ถึง 25 ~ 30 แอมป์ เพราะหากว่าเมื่อเครื่องใช้ไฟฟ้าเกิดผิดปกติมีการลัดวงจรเกิดขึ้น ปริมาณกระแสจะสูงมาก ขนาดของสายดินจึงต้องมีขนาดเพียงพอ และการยึดติดของจุดต่อต่างๆ ที่ดีเพียงพอที่จะสามารถรับปริมาณกระแสสูงได้นานเพียงพอที่จะป้องกันอันตรายได้ โดยไม่ขาดหรือหลุดก่อน

      การทดสอบผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าตามที่ได้กล่าวแล้ว ผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าดังกล่าวจะถูกนำไปทดสอบความทนทานต่อทางกล ทางความร้อน ความชื้น ฯลฯ หลังจากนั้นจะถูกนำมาทดสอบความปลอดภัยทางไฟฟ้าซ้ำอีกครั้ง เพื่อให้แน่ใจในขบวนการทดสอบ โดยมีขบวนการทดสอบทวนซ้ำอีกครั้งหลังจากที่ผ่านสภาวะการทดสอบอื่น แสดงให้เห็นถึงความรัดกุมและความน่าเชื่อถือของขบวนการทดสอบ

การทดสอบอื่น ๆ  
   การทดสอบในห้องปฏิบัติการจะต้องมีการระบุเงื่อนไขในการทดสอบให้เป็นไปตามสภาวะแวดล้อมตามที่กำหนดและควบคุมได้ เช่นอุณหภูมิ ความชื้น ฝุ่นละออง หรือแหล่งจ่ายไฟฟ้าของอุปกรณ์ เป็นต้น แต่สภาพการใช้งานจริงของอุปกรณ์ ผลิตภัณฑ์ หรือสินค้า ปัญหาที่เกิดขึ้นก็จะต่างกันตามสภาวะแวดล้อมของแต่ละประเทศ ดังนั้นผู้ให้บริการอาจจะมีการทดสอบการใช้งานจริงในภาคสนาม (Field Test) เพื่อทดสอบประสิทธิภาพ ความน่าเชื่อถือของอุปกรณ์นั้น ๆ ในสภาวะการใช้งานจริง ซึ่งทดสอบการใช้งานจริงในภาคสนาม (Field Test) นี้ ไม่สามารถกำหนดเงื่อนไขสภาวะแวดล้อม  หรือแม้กระทั่งการใช้งาน หรืออุปนิสัยของผู้บริโภคได้ ทดสอบการใช้งานจริงในภาคสนาม (Field Test) จะเป็นข้อมูลที่ระบุความเหมาะสมของการใช้งานของอุปกรณ์ ผลิตภัณฑ์ หรือสินค้านั้นๆในแต่ละประเทศ กล่าวได้ว่าสินค้าดังมียี่ห้อที่ใช้งานได้ดีในกลุ่มภูมิภาคหนึ่ง อาจจะไม่เหมาะสมกับการใช้งานในอีกภูมิภาคหนึ่งก็เป็นได้ ผู้ผลิตที่มีคุณภาพและรับผิดชอบจะนำข้อมูลข้อบกพร่องต่างๆ ในผลิตภัณฑ์ของตนเองไปแก้ไขปรับปรุงเป็นผลิตภัณฑ์อีกรุ่น (Type หรือ Model) ซึ่งผู้ผลิตจะรู้เองว่ารุ่นใดเหมาะสมกับการใช้งานในภูมิภาคใด หากผู้ผลิตใดที่มีความรับผิดชอบสูงขึ้น ก็อาจจะทำการทดสอบภาคสนามเอง เพื่อหาข้อมูล วิเคราะห์ ประเมินผล และปรับปรุงผลิตภัณฑ์ของตนเองให้สู่ระดับมาตรฐานที่สูงขึ้น


ทีมงาน Electronics Solution ขอขอบคุณที่มาของบทความ http://innovation.tot.co.th

 
กรุณาเข้า สู่ระบบ ก่อนทำการเขียนข้อความ